EXIM BANK แถลงผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 เสริมแกร่ง เสริมเงินทุน เสริมความรู้ ช่วยผู้ประกอบการไทยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) แถลงผลการดำเนินงานของ EXIM BANK ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งมีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานมีความผันผวน ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบและเพิ่มความเสี่ยงด้านการชำระเงินของทั้งภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ด้วยเหตุนี้ EXIM BANK ตระหนักถึงความเร่งด่วนในการเดินหน้าประคับประคองผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่ต้องการฟันฝ่าพายุเศรษฐกิจดังกล่าว ด้วยมาตรการขยายระยะเวลาการชำระหนี้สูงสุดไม่เกิน 365 วัน สำหรับลูกค้าธนาคาร พร้อมปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจากเดิมสูงสุด 20% อีกทั้งมาตรการเสริมเงินทุนผ่านสินเชื่อหมุนเวียนในอัตราดอกเบี้ยพิเศษไม่เกิน 3.99% ต่อปี สำหรับผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ EXIM BANK ดำเนินบทบาทเชิงรุกในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและแสวงหาตลาดใหม่ โดยมุ่งพัฒนาธนาคารสู่การเป็น “Academy” ของผู้ส่งออก เพื่อสร้างนักรบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง รู้จักเครื่องมือบริหารความเสี่ยงและการขยายตลาดใหม่ ให้สามารถแข่งขันและรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ ยังเร่งขยายบริการประกันการส่งออก เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าจากคู่ค้าต่างประเทศ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยขยายธุรกิจและการค้าสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ
ด้านการสนับสนุนทางการเงินและการเสริมสภาพคล่อง ท่ามกลางสินเชื่อในระบบที่หดตัวลงต่อเนื่อง EXIM BANK ยังเดินหน้าสนับสนุนทางการเงินและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการไทย เพื่อรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจและการค้า ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ เช่น สินเชื่อ EXIM Global Plus เพื่อสนับสนุน SMEs ในการขยายสู่ตลาดในต่างประเทศ สินเชื่อ EXIM Expand Shield เงินทุนหมุนเวียนควบคู่กับการคุ้มครองความเสี่ยง บริการประกันการส่งออก EXIM Expand Sure เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้า เป็นต้น ส่งผลให้มีวงเงินอนุมัติสินเชื่อใหม่ ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2569 รวม 10,961 ล้านบาท และมียอดสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพันรวมอยู่ที่ 186,836 ล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นสินเชื่อและภาระผูกพันเพื่อการลงทุนและการปรับตัวสู่ความยั่งยืน (ESG) 93,415 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 50% ของยอดคงค้างรวม สะท้อนบทบาทของธนาคารในการช่วยเหลือผู้ส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถเพื่อให้ยืนหยัดแข่งขันได้บนเวทีโลก
ด้านการบริหารความเสี่ยง EXIM BANK เสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย โดยมุ่งลดความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินหรือชำระเงินล่าช้าสืบเนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบหรืออุปสรรคด้านโลจิสติกส์ในประเทศคู่ค้า ผ่านการขยายบทบาทด้านประกันการส่งออกควบคู่กับการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงอื่น ๆ อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 EXIM BANK มีปริมาณธุรกิจสะสมบริการประกันเท่ากับ 50,093 ล้านบาท
ด้านการบ่มเพาะผู้ส่งออก EXIM BANK เป็นผู้นำในการพัฒนาศักยภาพและองค์ความรู้ของผู้ประกอบการไทย เพื่อเสริมสร้างความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก โดยจัดหลักสูตรฝึกอบรมที่หลากหลายทั้งในรูปแบบออนไลน์และในสถานที่จริง อาทิ การพัฒนาหลักสูตร EXIM 2X รุ่นที่ 2 เพื่อติวเข้มผู้ส่งออกในทุกกลยุทธ์การค้าระหว่างประเทศ ผ่านผู้เชี่ยวชาญตัวจริงด้านการส่งออก อีกทั้งธนาคารยังตั้งเป้ายกระดับบทบาทการเป็นแหล่งความรู้ความเชี่ยวชาญในประเทศเป้าหมาย (Country Experts) และที่ปรึกษาด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ผ่านการถ่ายทอดความรู้ด้านการส่งออก การบริหารความเสี่ยง และการวิเคราะห์ตลาดใหม่ ควบคู่กับการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกและการเชื่อมโยงโอกาสทางการค้าเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและขยายตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน อนึ่ง ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 มีผู้ประกอบการที่ได้รับการเสริมศักยภาพสะสมรวม 25,565 ราย
ด้านการบริหารจัดการ EXIM BANK ดำเนินการบริหารจัดการคุณภาพหนี้อย่างรอบคอบและเชิงรุก เพื่อรักษาเสถียรภาพของพอร์ตสินเชื่อควบคู่กับการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่อง โดยเน้นการติดตามประเมินความเสี่ยงรายลูกหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพทางธุรกิจ และการให้คำปรึกษาเชิงป้องกัน ทั้งนี้ ธนาคารมีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.90% สะท้อนการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และมีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss) 16,787 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 249.50% สะท้อนถึงการตั้งสำรองด้วยหลักความระมัดระวัง เพื่อให้มั่นใจถึงความเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
สำหรับในช่วงที่เหลือของปี 2569 EXIM BANK จะยังคงเดินหน้าขยายบทบาท Export Co-pilot ในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงิน ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และนวัตกรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการจัดทำโครงการหรือกิจกรรมเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรและสถาบันการเงินอื่น เช่น การพัฒนาผู้ส่งออกและเจาะตลาดสินค้าฮาลาลร่วมกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยและธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย อีกทั้งปรับปรุงกระบวนการและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ ระบบ Formula Lending เพื่อเพิ่มฐานลูกค้า ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ตลอดทั้งปี EXIM BANK ให้ความสำคัญกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์และหนี้สิน เพื่อเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มั่นคง สามารถยื่นมือให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ส่งออกไทยตลอดห่วงโซ่มูลค่าให้เติบโตบนเวทีการค้าโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
Share on Line
