"พลังงานแพงไม่น่ากลัวเท่าพลังงานไม่มีใช้" เปิดมุมคิดธุรกิจยุคใหม่เมื่อ"ความยืดหยุ่นด้านพลังงาน"คือกุญแจอยู่รอด
ชวนติดตามคลิปพิเศษในรายการเรื่องเงินเรื่องใหญ่ จากช่อง Money Buffaloเปิดมุมคิดการบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน ผ่านกรณีศึกษาธุรกิจปูนซีเมนต์ของเอสซีจี ที่ปรับตัวนำหน้าไปหลายก้าวในวันที่ราคาน้ำมัน ค่าไฟ ค่าขนส่ง และราคาสินค้าหลายอย่างเริ่มขยับขึ้นพร้อมกัน หลายคนคงเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาในชีวิตประจำวันส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ทำให้ทั้งโลกกลับมากังวลเรื่องพลังงานอีกครั้ง เพราะพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำมันรถยนต์แต่เป็น "ต้นทุน" ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเกือบทุกสิ่ง และเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญของเงินเฟ้อในปัจจุบัน แต่ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในคลิปนี้ ชวนให้เราคิดต่อไปอีกขั้นว่า…
"พลังงานแพง ไม่น่ากลัวเท่ากับ พลังงานไม่มีใช้"
หนึ่งใน Insight สำคัญที่ถูกพูดถึงในคลิป คือมุมมองที่ว่า เมื่อพลังงาน"แพง" เรายังพอปรับตัวได้ ไม่ว่าจะใช้น้อยลง วางแผนค่าใช้จ่ายใหม่ หรือมองหาทางเลือกอื่น แต่หากพลังงาน"ขาดแคลน" ผลกระทบจะรุนแรงและควบคุมได้ยากกว่ามาก เพราะโรงงานอาจต้องหยุดการผลิต ระบบขนส่งสะดุดสินค้าขาดตลาด และนำไปสู่ทั้งภาวะของแพงและความไม่แน่นอนในวงกว้าง
ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาให้เห็นภาพชัด คือช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลกที่มีปริมาณการขนส่งราว20% ของการใช้ทั่วโลก ซึ่งเพียงแค่"ความเสี่ยง" ว่าเส้นทางนี้จะสะดุด ก็เพียงพอที่จะทำให้ตลาดพลังงานทั้งโลกผันผวนได้แล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้พลังงานไม่ใช่แค่ "ต้นทุน" อีกต่อไป แต่คือ "ความมั่นคง"
กรณีศึกษา: ธุรกิจปูนซีเมนต์ของเอสซีจีกับการสร้าง "ทางเลือกด้านพลังงาน"
หนึ่งในบริษัทที่ปรับตัวมาอย่างยาวนานและนำหน้าหลายบริษัท ก็คือ ธุรกิจปูนซีเมนต์ของเอสซีจีเพราะการผลิตปูนไม่ได้ใช้พลังงานเพียงเล็กน้อย แต่ต้องใช้ความร้อนสูงมากในกระบวนการผลิตนั่นหมายความว่า หากราคาพลังงานผันผวน หรือเชื้อเพลิงขาดแคลน ก็อาจส่งผลถึงขั้นทำให้การผลิตหยุดชะงักได้ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก และนี่คือเหตุผลที่หลายบริษัทเริ่มมองว่า การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบเดิมๆ เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบที่ปลอดภัยอีกต่อไปเพราะในวันที่โลกเป็นปกติ มันอาจดูเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ แต่ในวันที่เกิดสงครามเส้นทางขนส่งพลังงานสะดุด ราคาน้ำมันก๊าซ และถ่านหินผันผวนพร้อมกัน ธุรกิจที่ไม่มีทางเลือกด้านพลังงานก็อาจได้รับผลกระทบต่อการผลิตได้ทันที
เอสซีจีจึงเลือกสร้าง "ทางเลือกด้านพลังงาน" ให้ตัวเองมากขึ้น ทั้งการใช้เชื้อเพลิงทดแทน (Alternative Fuel, AF) อย่าง Biomass จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น แกลบ ฟางข้าว ใบอ้อย และพืชพลังงานอย่างหญ้าเนเปียร์รวมถึง RDF เชื้อเพลิงจากขยะ ที่ผ่านกระบวนการแล้ว มาทดแทนถ่านหินบางส่วน ซึ่งปัจจุบันใช้ AF ได้สูงสุดถึง 45%และระบบการผลิตยังรองรับได้ถึง 60%พร้อมต่อยอดในอนาคต ควบคู่ไปกับพลังงานแสงอาทิตย์ และการนำลมร้อนจากกระบวนการผลิตกลับมาผลิตไฟฟ้าใช้เองในโรงงาน หรือ Waste Heat Generator
มุมมองสำคัญ: พลังงานสะอาด คือ"การบริหารความเสี่ยง" ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม
อีกหนึ่งช่วงที่น่าติดตามในคลิป คือมุมมองที่ว่า เอสซีจีไม่ได้มองพลังงานสะอาดเป็นแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่มองเป็นเรื่องของ "การบริหารความเสี่ยงด้านแหล่งพลังงานและต้นทุนพลังงาน" เพราะเมื่อใช้พลังงานได้หลากหลายขึ้น พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลน้อยลง และผลิตไฟฟ้าบางส่วนใช้เองได้มากขึ้น เวลาที่พลังงานโลกผันผวน ธุรกิจก็จะได้รับแรงกระแทกน้อยลงตามไปด้วยนี่แหละคือจุดสำคัญ ในยุคที่สงครามทำให้โลกของพลังงานไม่เหมือนเดิม ธุรกิจที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือธุรกิจที่ "ยืดหยุ่นที่สุด"
การที่ธุรกิจปูนซีเมนต์ของเอสซีจีนำGreen Process เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต นอกจากจะตอบโจทย์เรื่อง ESG ซึ่งเป็นแนวคิดของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในปัจจุบันแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจในระดับโลกได้อีกด้วย เพราะธุรกิจที่มีทางเลือก มีระบบจัดการต้นทุน และไม่ปล่อยให้ความผันผวนของโลกภายนอกมากำหนดต้นทุนทั้งหมดของตัวเอง ย่อมได้เปรียบเสมอ
ตัวอย่างของเอสซีจีจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องปูนซีเมนต์ แต่เป็นตัวอย่างของธุรกิจไทยที่กำลังตอบคำถามใหญ่ของยุคนี้ว่า ถ้าโลกพลังงานไม่เหมือนเดิมแล้ว ธุรกิจไทยจะปรับตัวอย่างไรให้ยังแข่งขันได้และอยู่รอดได้ในวันที่วิกฤตมาแบบไม่ทันตั้งตัว
โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ "พลังงาน" คือความมั่นคง และในวันที่ทุกอย่างไม่แน่นอน คนที่มีทางเลือกมากกว่า มักรับมือได้ดีกว่าเสมอ
อยากรู้ว่าธุรกิจควรบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและมีมุมมองเชิงลึกอะไรอีกบ้างที่น่าสนใจ ติดตามเนื้อหาเต็มได้ในคลิปhttps://youtu.be/NquAp37wqjY?si=do18TmT0n6TAyyr3
Share on Line
