เมย์แบงก์ คงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย ตั้งเป้า SET สิ้นปี 2569 ที่ 1,500 จุด ชี้ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

เมย์แบงก์ คงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย ตั้งเป้า SET สิ้นปี 2569 ที่ 1,500 จุด ชี้ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย)จำกัด (มหาชน) ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยคงเป้าหมายดัชนี SET สิ้นปี 2569 ที่ระดับ 1,500 จุด อิงจากค่า P/E เป้าหมายที่ 16 เท่า แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามในอิหร่าน จะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อแนวโน้มตลาดในระยะสั้น แต่การวิเคราะห์ของเมย์แบงก์ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพในการรับมือ โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการพลังงาน และแนวโน้มการฟื้นตัวจากแรงขับเคลื่อนเชิงนโยบายของภาครัฐ

ในมุมมองด้านพลังงาน เมย์แบงก์ประเมินว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ แม้ไทยจะพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง แต่ด้วยปริมาณสำรองพลังงานที่มีอยู่ การกระจายแหล่งนำเข้า การเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศ รวมถึงการเร่งใช้พลังงานหมุนเวียน จะช่วยลดแรงกดดันด้านอุปทาน ขณะเดียวกัน กลไกของกองทุนน้ำมัน และบทบาทของรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน เช่น EGAT และ PTT มีศักยภาพในการช่วยชะลอการปรับขึ้นของราคาพลังงานได้ในระยะอย่างน้อย 4 เดือน ซึ่งจะช่วยประคองต้นทุนและแรงกดดันเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจ โดยไทยยังได้เปรียบจากจุดตั้งต้นของเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้มี buffer ในการรองรับความผันผวนด้านราคาได้ดีกว่าหลายประเทศ

ในด้านเศรษฐกิจมหภาค แม้เมย์แบงก์ อินเวสต์เมนต์ แบงก์กิ้ง กรุ๊ป (MIBG) จะปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 ลงเหลือ 1.5% จากเดิม 2.1% แต่ยังมองว่าการลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเฉพาะภายใต้รัฐบาลใหม่ที่มีแนวโน้มเร่งผลักดันนโยบายด้านการลงทุน เช่น FDI FastPass และโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP เป็น 30% จากระดับปัจจุบันที่ราว 20% พร้อมคาดการณ์ว่าเมื่อเสถียรภาพทางการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น จะเห็นการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีโอกาสเปิดประมูลโครงการภาครัฐรวมมูลค่าสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาทในช่วงปี 2569–2571 เพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปี 2566–2568

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เมย์แบงก์แนะนำการจัดพอร์ตผ่าน 3 ธีมหลัก โดยธีมแรกคือกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ WHA, AMATA และ CK ซึ่งมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากการเร่งลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชน ธีมที่สองคือกลุ่มที่มีโอกาสฟื้นตัวหลังสถานการณ์สงครามคลี่คลาย เช่น GPSC, AOT และ MINT ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลงจากความกังวลในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังมี upside หากสถานการณ์ยุติเร็วกว่าคาด โดยเมย์แบงก์ยังคงสมมติฐานว่าสงครามจะยืดเยื้อเพียงระดับสัปดาห์ ไม่ใช่หลายเดือน และธีมสุดท้ายคือกลุ่มที่มีความแข็งแกร่งจากปัจจัยภายในประเทศ เช่น SPALI และ TRUE ซึ่งมีความทนทานต่อความผันผวนภายนอก และได้รับผลกระทบจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในระดับจำกัด

โดยสรุป เมย์แบงก์ยังคงเชื่อมั่นว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวในระยะถัดไป ภายใต้ปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศ แม้จะเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก แต่ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังมีความยืดหยุ่น และกลไกการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ตลาดสามารถผ่านช่วงความผันผวนและกลับเข้าสู่แนวโน้มการเติบโตได้ในระยะกลางถึงยาว

ข่าวเกี่ยวข้อง