ลอรีอัล กรุ๊ป รายงานผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกเติบโต6.5%คว้าลิขสิทธิ์ความงามแบรนด์กุชชี่ 50 ปี
กรุงเทพฯ, 7 สิงหาคม 2569 - นายนิโคลา ฮิโรนิมุส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลอรีอัล กรุ๊ป กล่าวถึงผลประกอบการดังกล่าวว่า: “ลอรีอัลสามารถทำผลงานในครึ่งปีแรกปี 2026 ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการเติบโตถึง +6.5%และยังคงรักษาแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งและขยายผลการดำเนินงานที่เหนือกว่าตลาดความงามทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง การเติบโตดังกล่าวครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทุกกลุ่มธุรกิจ และทุกภูมิภาค ซึ่งขับเคลื่อนด้วย 2 กลไกสำคัญ ได้แก่ การดำเนินกลยุทธ์นวัตกรรมอย่างราบรื่น และการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาด ซึ่งเป็นช่องทางที่มีความคล่องตัวและเติบโตสูงสุดในอุตสาหกรรม
แบรนด์ดั้งเดิมของลอรีอัลยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และแบรนด์พอร์ตโฟลิโอก็ทรงพลังยิ่งขึ้นจากการเพิ่มแบรนด์ใหม่ๆ รวมถึง แบรนด์ล่าสุดจาก เคอริ่ง บิวตี้ (Kering Beauté) นวัตกรรมของเรากำลังเดินหน้าอย่างเต็มสูบ โดยมี AI เข้ามาช่วยรักษาจังหวะการขับเคลื่อนนี้ไว้ แต่ละประเทศยังสามารถบริหารรูปแบบการจัดจำหน่ายที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยรุกครองตลาดออนไลน์ด้วยความเป็นเลิศด้านดิจิทัล ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์แบรนด์ระดับเหนือชั้นในช่องทางออฟไลน์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ลอรีอัล กรุ๊ป อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดีกว่าที่เคยในการเดินหน้าคว้าชัยชนะในอุตสาหกรรมความงาม และบรรลุตามเป้าในปีนี้ต่อไป”
สรุปผลการดำเนินงานตามแผนก[1]
แผนกผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพเติบโตขึ้น11.6%
แผนกผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพยังคงเติบโตอย่างโดดเด่นและทำผลงานได้เหนือกว่าตลาดซาลอนอย่างมีนัยสำคัญ โดยขับเคลื่อนจากการยกระดับผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมสู่ความพรีเมียม (Premiumisation) อย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์หลากหลายช่องทาง (Omnichannel) ที่ประสบความสำเร็จ และการมุ่งเน้นยกระดับอุตสาหกรรมซาลอนผ่านบริการที่ออกแบบเฉพาะบุคคล ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมระดับพรีเมียมเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ด้วยความสำเร็จของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น เคเรสตาส กลอส แอ็บโซลู ครีม (Kérastase Gloss Absolu Crème) และ ลอรีอัล โปรเฟสชันแนล เคราติน อัลฟา สลีค (L’Oréal Professionnel Keratin Alpha Sleek)
แผนกผลิตภัณฑ์อุปโภค เติบโตขึ้น 4.3%
แผนกเติบโตอย่างแข็งแกร่งโดยมีอัตราเร่งที่ดีขึ้นระหว่างไตรมาสแรกและไตรมาสที่สอง หนุนด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมจากแบรนด์ความงามอันดับหนึ่งของโลกอย่าง ลอรีอัล ปารีส (L’Oréal Paris) ทุกหมวดหมู่เติบโตขึ้นด้วยแผนงานด้านนวัตกรรมที่แข็งแกร่ง โดยผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมเติบโตในระดับสองหลักและเป็นกลุ่มที่โดดเด่นที่สุด เมคอัพเติบโตด้วยนวัตกรรม เช่น มาสคาร่า เอ็กซ์เทนชันนิสต์จาก ลอรีอัล ปารีส (L’Oréal Paris Extensionist Mascara) และ เซรั่ม ลิปสติกจาก เมย์เบลลีน นิวยอร์ก (Maybelline New York Serum Lipstick) รวมถึงผลงานอันแข็งแกร่งจาก 3CE กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวได้รับประโยชน์จากการเปิดตัวสินค้าใหม่ เช่น รีไวทัลลิฟท์ ฟิลเลอร์ กลาส สกิน ลิควิด ครีมจาก ลอรีอัล ปารีส (L’Oréal Paris Revitalift Filler Glass Skin Liquid Cream) ด้าน ดร.จี (Dr.G) เริ่มขยายตลาดระดับโลกโดยเปิดตัวแล้วในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย
แผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง เติบโตขึ้น5.1%
แผนกสร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเติบโตเร็วกว่าตลาดความงามระดับพรีเมียมทั่วโลกถึงสองเท่า กลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำหอมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับสองหลัก ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความสำเร็จอันงดงามของ พาราไดม์ โดย พราด้า (Prada Paradigme) ที่ก้าวขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมระดับบล็อกบัสเตอร์ และการรุกตลาดอย่างประสบความสำเร็จของ เอ็มโพริโอ อาร์มานี่ (Emporio Armani)) ควบคู่ไปกับผลงานอันยอดเยี่ยมของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก เช่น ลิเบรอ (Libre) โดย อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ (Yves Saint Laurent) ซึ่งขึ้นแท่นเป็นน้ำหอมสำหรับผู้หญิงอันดับหนึ่งของโลก และ มายเซลฟ์ (MYSLF) ในส่วนของกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิว มีอัตราการเติบโตที่เร่งตัวขึ้น ขับเคลื่อนจากความสำเร็จของกลุ่มผลิตภัณฑ์ รีพลาสที (Replasty) จาก เฮเลน่า รูบินสไตน์ (Helena Rubinstein)จากการเปิดตัว แอบโซลู ลองเจวิตี้ เอ็มดี โดย ลังโคม (Lancôme Absolue Longevity M.D.)ที่มีแนวโน้มสดใส ทำให้ ลอรีอัล ลุกซ์ สามารถต่อยอดการเติบโตจากเทรนด์ลองเจวิตี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ
แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง เติบโตขึ้น 10.6%
แผนกสร้างการเติบโตในระดับสองหลักได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง กลุ่มผลิตภัณฑ์กันแดดทำผลงานได้ดีอย่างแข็งแกร่งจากการเปิดตัว เซราวี ซัน (CeraVe Sun) ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ควบคู่ไปกับความต้องการของผู้บริโภคในวงกว้างที่แสวงหาการปกป้องจากรังสียูวีที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น ลา โรช-โพเซย์ (La Roche-Posay), เซราวี (CeraVe) และ สกินซูติคัลส์ (SkinCeuticals) ต่างเติบโตในระดับสองหลักทั้งหมด โดย ลา โรช-โพเซย์ ได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องจากผลิตภัณฑ์หลักเช่นซิคาพลาสต์ (Cicaplast) ผสานกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ประสบความสำเร็จ เช่น ไฮยาลู บีไฟฟ์ เซอแรคทีเวทิด (Hyalu B5 Suractivated) ทางด้าน สกินซูติคัลส์ ยังคงเติบโตในระดับสองหลักจากผลประกอบการอันแข็งแกร่งในเอเชียเหนือและความสำเร็จของ เอ.จี.อี อินเทอร์รัปเตอร์ อัลตร้า เซรั่ม (A.G.E. Interrupter Ultra Serum)ซึ่งผ่านการทดสอบทางคลินิกแล้วว่าตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ยา GLP-1 ที่มักประสบปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้อย่างตรงจุด ขณะที่การเติบโตของ วิชี่ (Vichy) มาจากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม เดอร์คอส (Dercos)ในทุกภูมิภาคทั่วโลก
สรุปยอดขายตามภูมิภาคเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว[1]
ยุโรป – ยอดขายเติบโต 6.1%
อเมริกาเหนือ – ยอดขายเติบโต 6.7%
ละตินอเมริกา – ยอดขายเติบโต 5.2%
เอเชียเหนือ– ยอดขายเพิ่มขึ้น 4.6%
เอเชียแปซิฟิกใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ – แอฟริกาใต้ซาฮารา (SAPMENA–SSA) – ยอดขายเติบโต 13.8%
ในภูมิภาค SAPMENA การเติบโตมีความแข็งแกร่งและกระจายตัวในทุกแผนกและหมวดหมู่ ทั้งในแง่ปริมาณและมูลค่า เวียดนามและกลุ่มประเทศออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม
แผนกเวชสำอางสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งเป็นพิเศษ โดยได้รับแรงหนุนจากแรงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องของ ลา โรช-โพเซย์และ เซราวี ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับช่างผมมืออาชีพได้รับแรงส่งหลักจาก เคเรสตาสและ ลอรีอัล โปรเฟสชั่นแนล แผนกผลิตภัณฑ์อุปโภค ผลประกอบการถูกขับเคลื่อนด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและเมคอัปของ ลอรีอัล ปารีส ส่วนการเติบโตในแผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูงมีเมคอัปและน้ำหอมเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก
เมื่อแยกตามหมวดหมู่ ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมีความคล่องตัวและเติบโตโดดเด่นทั้งในกลุ่มช่างผมมืออาชีพและกลุ่มตลาดแมส โดยได้รับแรงหนุนจากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของผลิตภัณฑ์หลักอย่าง เอลแซฟ (Elsève) และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ด้านกลุ่มบำรุงผิวได้รับอานิสงส์จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของแบรนด์เวชสำอาง ขณะที่กลุ่มเครื่องสำอางได้รับการขยายตัวจากทัพนวัตกรรมที่แข็งแกร่งและการขยายตลาดของ 3CE ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับกลุ่มน้ำหอมเติบโตอย่างแข็งแกร่งโดยมีแบรนด์ระดับกูตูร์เป็นตัวขับเคลื่อน
ทั่วทั้งภูมิภาค อีคอมเมิร์ซยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา (SSA)เติบโตในระดับตัวเลขเดี่ยวระดับสูง ซึ่งแสดงถึงอัตราการเร่งตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งเป็นพิเศษจากกลุ่มธุรกิจเวชสำอาง กลุ่มความงามระดับพรีเมียม และกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับช่างมืออาชีพ ทั้งนี้ แอฟริกาใต้ยังคงเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตหลักด้วยยอดขายที่เติบโตในระดับสองหลัก ซึ่งนำหน้าค่าเฉลี่ยตลาดอย่างมาก
สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค SAPMENA ลอรีอัล ประเทศไทย สามารถเติบโตได้เหนือตลาด และได้เดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการและความต้องการที่ซับซ้อนขึ้นของผู้บริโภคชาวไทยสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีประสิทธิภาพสูง (performance skincare) โดยได้นำเสนอแบรนด์ สกินซูติคัลส์ (SkinCeuticals) เวชสำอางขั้นสูงที่ได้รับการยอมรับจากแพทย์ผิวหนังและผู้ชื่นชอบหัตการ และแบรนด์ ดร.จี (Dr.G) สกินแคร์ยอดฮิตอันดับ 1 จากประเทศเกาหลี เข้ามาตอบโจทย์ตลาด นอกจากนี้ ในไตรมาสที่ 3 ลอรีอัล ประเทศไทย ยังต่อยอดการเติบโตอันแข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมืออาชีพ ด้วยการนำเข้าแบรนด์ เมทริกซ์ (Matrix) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผมมืออาชีพชั้นนำระดับโลก และแบรนด์ คัลเลอร์ ว้าว (Color Wow) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและจัดแต่งทรงผมระดับพรีเมียมจากสหรัฐอเมริกา ที่ล้ำสมัยพร้อมรางวัลการันตี เพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตขึ้นของกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมืออาชีพ ทั้งผู้บริโภคและช่างผมมืออาชีพในประเทศไทยอย่างครอบคลุม
เหตุการณ์สำคัญนับตั้งแต่การรายงานครั้งก่อน
ด้านกลยุทธ์
• ลอรีอัล ได้บรรลุข้อตกลงรับสิทธิ์บริหารแบรนด์แต่เพียงผู้เดียวระยะเวลา 50 ปี ร่วมกับ เคอริ่ง (Kering) ในการสรรค์สร้าง พัฒนา และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำหอมและผลิตภัณฑ์ความงามภายใต้แบรนด์ กุชชี่ (Gucci) โดยสัญญาให้สิทธิ์นี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2027
• ลอรีอัล ได้เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ใน อินโนวิสต์ (Innovist) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในประเทศอินเดีย ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับการขยายธุรกิจของลอรีอัลในตลาดความงามอินเดียที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเป็นการเพิ่มพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ท้องถิ่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่เข้าสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่
ด้านการวิจัย บิวตี้เทค และดิจิทัล
• ลอรีอัล และ โอเพนเอไอ (OpenAI) ได้ประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ โดยมุ่งเน้นการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขับเคลื่อนเส้นทางของผู้บริโภคไปสู่ระบบการค้าผ่าน AI Agent และการประยุกต์ใช้ AI ในสายงานปฏิบัติต่างๆ ตั้งแต่การวิจัยและวิทยาศาสตร์ไปจนถึงการตลาด
• ลอรีอัล ได้รับการยกย่องให้เป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมสูงสุดในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค จากการจัดอันดับในระดับยุโรปของ นิตยสารฟอร์จูน (Fortune)
• ในงาน วีว่าเทค 2026 (Viva Tech 2026) ลอรีอัล ได้จัดแสดงนวัตกรรมบิวตี้เทคล่าสุด โดยมุ่งเน้นหัวข้อหลัก ได้แก่ “เส้นทางของผู้บริโภคและนักการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI”, “ความงามที่ทันต่อจังหวะของวัฒนธรรม”, “เทคโนโลยีเพื่อเส้นผม” (Hair Tech) และ “เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพผิวที่ยืนยาว” (Longevity Skin)
ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG)
• ลอรีอัล ได้ขยายเวลากองทุนฉุกเฉินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Emergency Fund) พร้อมเพิ่มงบประมาณอีก 20 ล้านยูโรไปจนถึงปี 2030 เพื่อช่วยเหลือชุมชนที่เปราะบางในการเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
• ลอรีอัล ได้เปิดตัวแคมเปญระดับโลก #JoinTheRefillMovement ครั้งที่ 3 ในวันรีฟิลโลก (World Refill Day) ซึ่งรวมถึงการจัดกิจกรรมกระตุ้นแบรนด์ที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นบนโซเชียลมีเดีย และการสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับพันธมิตรร้านค้าปลีก
Share on Line
